วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

CSS Selector แบบต่าง ๆ

selector ใน css มีหลายแบบ แต่จะแนะนำอันหลัก ๆ ดังนี้

  1. Descendant Selector
  2. Parent-Child Selector
  3. Adjacent Selector
  4. Attribute Selector

โดยจะขออธิบายทีละอย่าง เริ่มกันเลย

1. Descendant Selector

Descentdant แปลโดย พจนานุกรม Longdo แปลว่า "ซึ่งสืบทอดมา", "ผู้สืบสกุล", "ทายาท" ซึ่งก็คือ การสืบทอดนั่นเองโดยมีตัวอย่างการใช้ดังนี้

CSS:

li em {
color: green;
}


แบบนี้จะเลือกทุก ๆ em ที่อยู่ภายใต้ li โดยเลือกทั้งหมดไม่ว่า em จะซ้อนด้วยแท็กอื่นอีกที ขอแค่ให้มี li ครอบอยู่ก่อนหน้านั้น



ใน HTML ข้างล่าง em ตัวแรกจะแสดงผลเป็นสีเขียว แต่ em ตัวที่สองจะเป็นสีปกติ



HTML:



<ul>
<li>Item One</li>
<li>Item <em>two</em></li>
</ul>
<p>An <em>italicized</em> words.</p>


2. Parent-Child Selector



มีตัวอย่างการใช้งาน ดังนี้



CSS:



body > p {
font-weight: bold;
}


แบบนี้จะเลือกเฉพาะ p ที่เป็น element ลูกโดยตรงของ body ไม่นับพวกที่โดนซ้อนอยู่อีกโดย tag อื่น



จาก HTML ข้างล่าง p ตัวที่ไม่อยู่ใน block ของ element ในที่นี้คือ <p id="para2">จะแสดงผลเป็นตัวหนา เพราะอยู่ติดกับ body แต่ p ตัวที่สองจะเป็นเป็นขนาดปกติ



HTML:



<body>
<div class="sidebar">
<p id="para1">This is the sidebar.</p>
</div>
<p id="para2">Welcome to the web site! Here's a list</p>
<ul>
<li>

<p id="para3">This is the first paragraph in the list. It's also the last.</p>


</li>
</ul>
</body>


การใช้ Parent-Child Selector ไม่รองรับกับ Internet Explorer 6 ดังนั้นก็แล้วแต่เป้าหมายของผู้ชมกลุ่มเป้าหมายละกาน



3. Adjacent Selector



Adjacent Selector เป็น selector ที่ไม่ใช้การสืบทอดเหมือนกับ Descendant Selector แต่เป็นตัวที่ติดกันในโค๊ด HTML ดังตัวอย่างด้านล่าง



CSS:



h1+h2 {
margin-top: 11px;
}


จากตัวอย่างเป็นการบอกให้ h2 ตัวแรกที่อยู่ติดกับ h1 มีช่องว่างด้านบน 11 px โดยดูตัวอย่างจาก HTML ดังนี้



<h1>This is important stuff!</h1>
<h2>First important item</h2>
<h2>Second important item</h2>


จาก HTML แท็ก h2 บรรทัดที่ 2 จะห่างจาก h1 ขนาด 11 px แต่จะไม่มีผลกับ h2 ในบรรทัดที่สาม



และอีกตามเคย ไม่ support Internet Explorer 6



4. Attribute Selectors



selector แบบที่ 4 นี้จะคล้ายกับการเขียนโปรแกรม โดยมีรูปแบบดังนี้



[attribute] จะเข้าเงื่อนไขคือกำหนด attribute ทั้งหมด



[attribute="value"] จะเข้าเงื่อนไขเมื่อมีการกำหนดค่าให้กับ attribute



[attribute~="value"] คือ attribute ใด ๆ ที่มีคำตรงกับค่าที่กำหนด จากการเว้นช่องว่าง



[attribute|="value"] คือ attribute ใด ๆ ที่มีคำตรงกับค่าที่กำหนด โดยใช้เครื่องหมายคำพูด



ตัวอย่างการใช้งาน ถ้าต้องการให้ textbox (<input type="text" />) มีตัวอักษรสีขาว และพื้นหลังเป็นสีดำ สามารถกำหนด CSS ดังนี้



input[type="text"] {
color: white;
background-color: black;
}


อีกซักตัวอย่าง



CSS:



div[class~="advertisement"]  {  
background: rgb(220, 220, 220);
width: 74em;
border: solid 0.02em rgb(200, 200, 200);
margin: 0 auto;
min-height: 5em;
}


HTML:



<div class="Advertisement promotion banner">
<p>Content goes here</p>
</div>


แค่นี้แหละ ขี้เกียจแระ

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

การทำ opacity โดยใช้ CSS

สำหรับ Internet Explorer

filter: alpha(opacity=60);

สำหรับ Firefox และอื่น ๆ ที่รองรับ CSS3

opacity: 0.6;

โดยแบบ CSS 3 จะเป็นจำนวนเท่า ถ้าจะให้ชัวร์ ก็ใส่ไปทั้ง 2 อันเลย


filter: alpha(opacity=60);
opacity: 0.6;

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การสร้าง link แบบ rollover image

การทำ link แบบ rollover image มีทั้งวิธีโดยใช้เทคนิค image เลื่อนขึ้นใน css2 หรือใช้ css3 เช่นพวก -webkit-transition (ใช้ใน Safari และ Chrome), -moz-transition (ใช้ใน Mozilla) หรือ -o-transition (ใช้กับ Opera)

แต่เนื่องจาก browser ที่ใช้ในปัจจุบันยังเป็น IE ซะส่วนใหญ่ พวก css3 เหล่านี้จึงยังไม่ support ซักเท่าไหร่ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือใช้ css2 นั่นเอง

เริ่มจาก HTML โดยมี code ดังนี้

<div class="link"> 
<a href="#">link</a>
</div>


ต่อมาคือส่วนของ css มีดังนี้



.link a {
width: 100px; height:100px;
float: left;
background: url(a.jpg) top left no-repeat;
line-height: 100px;
text-align: center;
color: #ffff00;
}
.link a:hover {
background-position: 0 -100px;
color: #000000;
}


จากตัวอย่าง css ในส่วนของ background รูปมีขนาด 100px x 200px โดยต้องมีการใช้ float ด้วย ไม่งั้นรูปจะขึ้นไม่เต็มภาพ โดยรูปมีลักษณะดังนี้



a



จะเห็นว่ารูปมี 2 ส่วน แต่ละส่วนมีความสูง (height) = 100px



ในส่วนการ hover นั้นเรามาทบทวนการจัดตำแหน่งของ css กันก่อน ค่าตัวแรกคือตำแหน่งทางแนวนอน ส่วนค่าตัวที่สองคือค่าในแนวตั้ง ดังนั้นเมื่อสั่ง hover ก็ให้เลื่อนขึ้นไป 100 px ซึ่งก็คือค่า -100px นั่นเอง



เมื่อทำการทดลอง เมื่อลองเอา cursor ไปวางบน link background ก็จะเลื่อนขึ้นเป็นสีที่เราต้องการ



การทำ image sprites คือเมื่อมีการ hover ภาพที่เป็น link ภาพจะเปลี่ยนเป็นอีกภาพ โดยมีวิธีง่าย ๆ ที่กำหนดใน css คือ



     
margin-top: -100px;


เมื่อ hover ภาพจะเลื่อนขึ้นไป 100 pixels และเปลี่ยนเป็นอีกภาพที่เราต้องการ



credit: CSS Sprites w/out Using Background Images By Soh Tanaka

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

My first JAVA application

ความจริงก็ลองเขียนตั้งแต่ปี 2547 ก็ผ่านมาประมาณ 6 ปีแล้ว แบบลองแล้วก็ลืมมาเรื่อย ๆ ครั้งนี้ที่มาสนใจเขียนอีกครั้งเพราะกำลังพัฒนาระบบโดยใช้ PHP อยู่ พอทำ ๆ ไปก็รู้สึกว่า "ทำไมเราเขียนโค๊ดได้มั่วอย่างนี้ฟะ" หรืออาจเป็นเพราะภาษา PHP มันเป็นอย่างนี้ คือจะประกาศฟังก์ชันแล้วก็ใช้ได้เลย หรือจะ embed ไปใน HTML เลยก็ได้

เลยคิดว่าถ้าเราลองเขียนในรูปแบบ Object-Oriented Programming (OOP) ได้ก็คงจะดี ลองดูตัวอย่างการเขียน class จาก KILLERPHP ก็เห็นมันสร้าง class มี getter, setter เลยคิดว่าง่าย ก็เลยลองเขียนคลาสแล้วเรียกใช้ดู ก็ง่ายจริง ๆ แต่เรื่องฐานข้อมูลพอทำไปแล้วมันชักจะมั่วพิกล ต้องไปศึกษา Persistence Data Object อีก ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับ Design Pattern ของ GOF (Gang of Four) อีก ก็เลยคิดว่าน่าจะเริ่มจากศูนย์ใหม่อีกครั้ง โดยอ่านจากหนังสือจาวาของ ดร.วีระศักดิ์ ซึงถาวร (อ่านกี่ทีก็งงทุกที)

เอาล่ะ มาเริ่ม Hello World กันเลย

//Hello1.java
class Hello {
public static void main(String args[]) {
System.out.println("Hello World");
}
}


เปิด Command Prompt เปลี่ยน directory ไปที่ d:\MyJava\Ch1 และคอมไพล์ด้วย javac.exe โดยพิมพ์ที่ Command Prompt ดังนี้



javac Hello1.java



จะได้ไฟล์ Hello.class เป็นผลลัพธ์ ชื่อ class ได้มาจาก class ที่เราสร้างขึ้น ซึ่งปกติแล้วควรสร้าง 1 class ต่อ 1 ไฟล์ และควรตั้งชื่อ class ให้เหมือนกับชื่อไฟล์ แต่มีข้อยกเว้นคือ ถ้าไม่ได้ประกาศ class เป็น public ก็สามารถตั้งชื่อไฟล์ไม่เหมือนกับชื่อ class ได้



ทำงานโปรแกรม Hello.class ด้วย java.exe โดยพิมพ์ที่ Command Prompt ดังนี้



java Hello



จะได้ "Hello" พิมพ์ออกไปที่จอภาพ ขั้นตอนที่ 3 ถึง 4 แสดงในรูปด้านล่างนี้



firstJavaApp

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การตั้งค่าไฟล์ php.ini

  1. หาไฟล์ชื่อ php.ini-dist ในโฟลเดอร์ php
  2. เปลี่ยนชื่อเป็น php.ini
  3. หาคำว่า "extension_dir" และใส่ว่า
    extension_dir = "C:\web\php\ext"
    โดย path ที่ใส่นั้นเป็นที่ตั้งของโฟลเดอร์ php
  4. ลบเครื่องหมาย ";" ที่อยู่ในส่วน Dynamic Extensions ดังนี้
    • extension=php_gd2.dll
    • extension=php_mbstring.dll
    • extension=php_mcrypt.dll
    • extension=php_mysql.dll
    • extension=php_mysqli.dll
    • extension=php_pdo.dll
    • extension=php_pdo_mysql.dll
    • extension=php_soap.dll
  5. เมื่อเสร็จแล้วให้ย้ายไฟล์ php.ini ไปยัง C:\windows แล้วก็ restart เครื่อง เป็นอันเสร็จพิธี

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การจัดวางตำแหน่งปุ่ม submit ให้อยู่กึ่งกลางด้วย CSS

สมมติว่าเรามี Code html ดังนี้

<form method="post" action="post">
...
...
...

<div>
<input type="submit" name="btnsubmit" id="btnsubmit"
class="btn" value="ตกลง" />
<div>
</form>


การจะจัดกึ่งกลางปุ่ม submit นั้นมีหลักการดังนี้



  • ต้องแสดงเป็น block (display: block;)


  • จัดกึ่งกลาง (margin: 0 auto;)


  • ต้องกำหนดความกว้าง (width: 150px;)


ดังนั้นเราสามารถกำหนดรูปแบบปุ่ม submit ให้อยู่ตรงกลางได้ดังนี้



input.btn  {
width: 60px;
margin: 0 auto;
display: block;
}


เท่านี้ปุ่ม submit ก็จะอยู่กึ่งกลางสมใจ



ทดลองใน IE8 และ FF3.5 Work ครับ

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ตั้งค่า Apache 2.2.11 ให้สามารถใช้งาน PHP ได้

ขั้นแรกต้องไปดาวน์โหลดตัวติดตั้ง Apache มาก่อน โดยปัจจุบัน http://windows.php.net/ แนะนำให้ใช้ Apache จาก http://www.apachelounge.com/download/ ซึ่งตอนนี้จากการลงใน Windows 8.1 64 bit ผมใช้แบบ win32 เพราะตัว php เองตัว 64 bit ยังเป็น experiment จึงรอให้เป็นตัวจริงค่อยนำมาใช้
หลังจาก download เสร็จสิ้นและตั้งค่าตาม readme.txt ที่แตกไฟล์แล้วให้ใส่บรรทัดล่างสุดของไฟล์ httpd.conf ซึ่งอยู่ใน folder "conf" ดังนี้
PHPIniDir "d:/web/php"
LoadFile "d:/web/php/php5ts.dll"
LoadModule php5_module "d:\web\php\php5apache2_4.dll"
AddType application/x-httpd-php .php 
ที่บรรทัดแรก (LoadModule php5_module) ให้อ้างถึง folder ที่ติดตั้ง php ไว้
จากหนังสือ BUILD YOUR OWN DATABASE DRIVEN WEB SITE USING PHP & MYSQL ของ sitepoint บอกวีธีการตั้งค่าอีกแบบไว้ดังนี้ (เลือกได้ทั้ง 2 แบบ)
LoadModule php5_module "C:\web\php\php5apache2_2.dll"
AddType application/x-httpd-php .php
PHPIniDir c:/web/php"
จากนั้นให้ search หาคำว่า DocumentRoot และให้แก้เป็นแฟ้มที่เก็บไฟล์ html
DocumentRoot "C:/web/www"
ต่อมาให้หาคำว่า Directory และแก้ดังนี้
<Directory "C:/web/www">
สุดท้ายแก้ไขส่วนที่ทำให้ apache รู้จักกับไฟล์ index.php
<IfModule dir_module>
    DirectoryIndex index.html
</IfModule>
ให้เพิ่ม "index.php" ดังนี้
<IfModule dir_module>
    DirectoryIndex index.html index.php
</IfModule>
เสร็จแล้วให้ restart Apache ก็เป็นอันเสร็จสิ้น