สำหรับ Internet Explorer
filter: alpha(opacity=60);
สำหรับ Firefox และอื่น ๆ ที่รองรับ CSS3
opacity: 0.6;
โดยแบบ CSS 3 จะเป็นจำนวนเท่า ถ้าจะให้ชัวร์ ก็ใส่ไปทั้ง 2 อันเลย
filter: alpha(opacity=60);
opacity: 0.6;
สำหรับ Internet Explorer
filter: alpha(opacity=60);
สำหรับ Firefox และอื่น ๆ ที่รองรับ CSS3
opacity: 0.6;
โดยแบบ CSS 3 จะเป็นจำนวนเท่า ถ้าจะให้ชัวร์ ก็ใส่ไปทั้ง 2 อันเลย
filter: alpha(opacity=60);
opacity: 0.6;
การทำ link แบบ rollover image มีทั้งวิธีโดยใช้เทคนิค image เลื่อนขึ้นใน css2 หรือใช้ css3 เช่นพวก -webkit-transition (ใช้ใน Safari และ Chrome), -moz-transition (ใช้ใน Mozilla) หรือ -o-transition (ใช้กับ Opera)
แต่เนื่องจาก browser ที่ใช้ในปัจจุบันยังเป็น IE ซะส่วนใหญ่ พวก css3 เหล่านี้จึงยังไม่ support ซักเท่าไหร่ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือใช้ css2 นั่นเอง
เริ่มจาก HTML โดยมี code ดังนี้
<div class="link">
<a href="#">link</a>
</div>
ต่อมาคือส่วนของ css มีดังนี้
.link a {
width: 100px; height:100px;
float: left;
background: url(a.jpg) top left no-repeat;
line-height: 100px;
text-align: center;
color: #ffff00;
}
.link a:hover {
background-position: 0 -100px;
color: #000000;
}จากตัวอย่าง css ในส่วนของ background รูปมีขนาด 100px x 200px โดยต้องมีการใช้ float ด้วย ไม่งั้นรูปจะขึ้นไม่เต็มภาพ โดยรูปมีลักษณะดังนี้
จะเห็นว่ารูปมี 2 ส่วน แต่ละส่วนมีความสูง (height) = 100px
ในส่วนการ hover นั้นเรามาทบทวนการจัดตำแหน่งของ css กันก่อน ค่าตัวแรกคือตำแหน่งทางแนวนอน ส่วนค่าตัวที่สองคือค่าในแนวตั้ง ดังนั้นเมื่อสั่ง hover ก็ให้เลื่อนขึ้นไป 100 px ซึ่งก็คือค่า -100px นั่นเอง
เมื่อทำการทดลอง เมื่อลองเอา cursor ไปวางบน link background ก็จะเลื่อนขึ้นเป็นสีที่เราต้องการ
การทำ image sprites คือเมื่อมีการ hover ภาพที่เป็น link ภาพจะเปลี่ยนเป็นอีกภาพ โดยมีวิธีง่าย ๆ ที่กำหนดใน css คือ
margin-top: -100px;
เมื่อ hover ภาพจะเลื่อนขึ้นไป 100 pixels และเปลี่ยนเป็นอีกภาพที่เราต้องการ
credit: CSS Sprites w/out Using Background Images By Soh Tanaka
ความจริงก็ลองเขียนตั้งแต่ปี 2547 ก็ผ่านมาประมาณ 6 ปีแล้ว แบบลองแล้วก็ลืมมาเรื่อย ๆ ครั้งนี้ที่มาสนใจเขียนอีกครั้งเพราะกำลังพัฒนาระบบโดยใช้ PHP อยู่ พอทำ ๆ ไปก็รู้สึกว่า "ทำไมเราเขียนโค๊ดได้มั่วอย่างนี้ฟะ" หรืออาจเป็นเพราะภาษา PHP มันเป็นอย่างนี้ คือจะประกาศฟังก์ชันแล้วก็ใช้ได้เลย หรือจะ embed ไปใน HTML เลยก็ได้
เลยคิดว่าถ้าเราลองเขียนในรูปแบบ Object-Oriented Programming (OOP) ได้ก็คงจะดี ลองดูตัวอย่างการเขียน class จาก KILLERPHP ก็เห็นมันสร้าง class มี getter, setter เลยคิดว่าง่าย ก็เลยลองเขียนคลาสแล้วเรียกใช้ดู ก็ง่ายจริง ๆ แต่เรื่องฐานข้อมูลพอทำไปแล้วมันชักจะมั่วพิกล ต้องไปศึกษา Persistence Data Object อีก ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับ Design Pattern ของ GOF (Gang of Four) อีก ก็เลยคิดว่าน่าจะเริ่มจากศูนย์ใหม่อีกครั้ง โดยอ่านจากหนังสือจาวาของ ดร.วีระศักดิ์ ซึงถาวร (อ่านกี่ทีก็งงทุกที)
เอาล่ะ มาเริ่ม Hello World กันเลย
//Hello1.java
class Hello {
public static void main(String args[]) {
System.out.println("Hello World");
}
}
เปิด Command Prompt เปลี่ยน directory ไปที่ d:\MyJava\Ch1 และคอมไพล์ด้วย javac.exe โดยพิมพ์ที่ Command Prompt ดังนี้
javac Hello1.java
จะได้ไฟล์ Hello.class เป็นผลลัพธ์ ชื่อ class ได้มาจาก class ที่เราสร้างขึ้น ซึ่งปกติแล้วควรสร้าง 1 class ต่อ 1 ไฟล์ และควรตั้งชื่อ class ให้เหมือนกับชื่อไฟล์ แต่มีข้อยกเว้นคือ ถ้าไม่ได้ประกาศ class เป็น public ก็สามารถตั้งชื่อไฟล์ไม่เหมือนกับชื่อ class ได้
ทำงานโปรแกรม Hello.class ด้วย java.exe โดยพิมพ์ที่ Command Prompt ดังนี้
java Hello
จะได้ "Hello" พิมพ์ออกไปที่จอภาพ ขั้นตอนที่ 3 ถึง 4 แสดงในรูปด้านล่างนี้
extension_dir = "C:\web\php\ext"โดย path ที่ใส่นั้นเป็นที่ตั้งของโฟลเดอร์ php
สมมติว่าเรามี Code html ดังนี้
<form method="post" action="post">
...
...
...
<div>
<input type="submit" name="btnsubmit" id="btnsubmit"
class="btn" value="ตกลง" />
<div>
</form>
การจะจัดกึ่งกลางปุ่ม submit นั้นมีหลักการดังนี้
ดังนั้นเราสามารถกำหนดรูปแบบปุ่ม submit ให้อยู่ตรงกลางได้ดังนี้
input.btn {
width: 60px;
margin: 0 auto;
display: block;
}เท่านี้ปุ่ม submit ก็จะอยู่กึ่งกลางสมใจ
PHPIniDir "d:/web/php"ที่บรรทัดแรก (LoadModule php5_module) ให้อ้างถึง folder ที่ติดตั้ง php ไว้
LoadFile "d:/web/php/php5ts.dll"
LoadModule php5_module "d:\web\php\php5apache2_4.dll"
AddType application/x-httpd-php .php
LoadModule php5_module "C:\web\php\php5apache2_2.dll"จากนั้นให้ search หาคำว่า DocumentRoot และให้แก้เป็นแฟ้มที่เก็บไฟล์ html
AddType application/x-httpd-php .php
PHPIniDir c:/web/php"
DocumentRoot "C:/web/www"ต่อมาให้หาคำว่า Directory และแก้ดังนี้
<Directory "C:/web/www">สุดท้ายแก้ไขส่วนที่ทำให้ apache รู้จักกับไฟล์ index.php
<IfModule dir_module>ให้เพิ่ม "index.php" ดังนี้
DirectoryIndex index.html
</IfModule>
<IfModule dir_module>เสร็จแล้วให้ restart Apache ก็เป็นอันเสร็จสิ้น
DirectoryIndex index.html index.php
</IfModule>
สั้นๆ ห้วนๆ
รูป 2 นิ้ว = 4.2 x 5.5 c.m.
รูป 1.5 นิ้ว = 3.5 x 4.2 c.m.
รูป 1 นิ้ว = 2.8 x 3.5 c.m.
credit: ตากล้อง ดอทคอม